บทความตีพิมพ์
กระแสแม่เหล็กโลกกับฮวงจุ้ย
กระแสแม่เหล็กโลกกับฮวงจุ้ย
                         โดย อ.เกริกวิชญ์ กฤษฎาพงษ์

เมื่อเราใช้เข็มทิศทุกครั้งเราจะเห็นว่าลูกศรนั้นชี้ไปทางทิศเหนือตลอดโดยการที่ลูกศรชี้ไปทางทิศเหนือนั้นมาจากสนามแม่เหล็กโลกซึ่งมีกระแสแม่เหล็กวิ่งจากทางทิศใต้ไปยังทิศเหนืออย่างสม่ำเสมอและคงที่อยู่ตลอดเวลา โดยแท้จริงแล้วกระแสแม่เหล็กโลกนั้นมีผลต่อร่างกายของสิ่งชีวิตบนโลกนี้ และหากลองมองดูวิชาด้านฮวงจุ้ยทั้งหลายนั้นจะต้องมีการอ้างอิงถึงทิศต่างๆที่เป็นพลังดีพลังร้ายสถิตอยู่ในทิศต่างๆ โดยการแบ่งทิศต่างๆนั้นก็มาจากการอ้างอิงถึงกระแสแม่เหล็กโลกทั้งนั้น เนื่องจากเวลาที่ซินแสจะวัดองศาทิศทางของสถานที่ต่างๆโดยใช้เข็มทิศจีนโบราณหรือที่เรียกว่า “หล่อแก่” นั้น เข็มในหล่อแกก็จะชี้ทางทิศเหนือเสมอเหมือนเข็มทิศทั่วไปซึ่งถูกกำหนดจากกระแสแม่เหล็กของโลกว่าเป็นทิศเหนือ หลังจากนั้นก็จะแบ่งทิศต่างๆได้จากการอ้างอิงตำแหน่งที่ทิศเหนือนั้นก่อน ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระแสแม่เหล็กโลกซึ่งมีอิทธิพลต่อร่างกายคนและเป็นที่มาและเป็นองค์ประกอบสำคัญของวิชาฮวงจุ้ยกันก่อน

         
       ภาพจำลองแนวกระแสแม่เหล็กของโลกที่วิ่งจากทิศใต้มายังทิศเหนือ
 ภาพจาก 
http://www.modernfs.com/humanliving.htm

     กระแสแม่เหล็กโลกนั้นมีผลต่อการเรียงตัวของประจุภายในร่างกายมนุษย์นั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกระแสแม่เหล็กนั้นมีผลต่อการไหลเวียนของเลือดในร่างกายของคน เนื่องจากพลังงานแม่เหล็กนั้นสามารถเปลี่ยนอะตอมให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งเลือดนั้นก็มีส่วนผสมของอะตอมนั้นอยู่โดยกระแสแม่เหล็กจะทำให้อะตอมที่ไม่สามารถแตกตัวได้แตกตัวเป็นอิออนมากขึ้นจึงทำให้ออกซิเจนถูกลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกายได้ง่ายขึ้นเป็นผลให้ร่างกายลดการเมื่อยล้าของร่างกายและยังกำจัดของเสียจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย 

อะตอมนั้นมีโครงสร้างประกอบด้วยนิวเคลียสเป็นใจกลางซึ่งมีโปรตอนซึ่งมีประจุเป็นบวกและนิวตรอนไม่มีประจุ ส่วนนอกนิวเคลียสนั้นจะมีอิเล็กตรอนซึ่งเป็นประจุลบโคจรรอบในแต่ละชั้นหรือเซลล์ ซึ่งการโคจรดังกล่าวทำให้ค้นพบว่าร่างกายมนุษย์นั้นมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆทั้งขั้วบวกและขั้วลบ ถ้าประจุไฟฟ้ามีการจัดเรียงกับเป็นระเบียบก็จะทำให้เลือดในร่างกายหมุนเวียนได้ดีทำให้ร่างกายแข็งแรง ในทางตรงข้ามถ้าประจุไฟฟ้ามีการเรียงตัวมั่วไม่เป็นระเบียบ ก็จะทำให้ร่างกายนั้นเจ็บป่วยได้ ทั้งนี้ทางการแพทย์ก็ใช้หลักการของกระแสแม่เหล็กในการตรวจสุขภาพคน รักษาคนป่วยอย่างที่ตรวจไม่พบสาเหตุอื่นๆ 

ยกตัวอย่างการใช้กระแสแม่เหล็กที่ทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายคนเรียงตัวเป็นระเบียบขึ้นจากเครื่อง Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI ที่นักรังสีเทคนิคใช้สำหรับสร้างภาพของอวัยวะภายในร่างกาย โดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุสร้างภาพอวัยวะภายในร่างกายคนที่มีความคมชัดและยังสามารถแยกให้เห็นเนื้อเยื่อในร่ายกายที่เป็นปกติและผิดปกติได้ 

โดยเครื่อง MRI นั้นจะส่งกระไฟฟ้าผ่านขดลวดจำนวนมหาศาลที่เป็นรอบแกนหรือโพรงตรงกลางที่ใช้เป็นเตียงสำหรับผู้ป่วยซึ่งกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้น และกระแสของสนามแม่เหล็กนี้ทำให้อะตอมภายเซลล์ที่ในภาวะปกติเรียงตัวไปคนละทิศทางนั้นเรียงตัวเป็นทิศทางเดียวกันตามแรงดึงดูดของกระแสแม่เหล็ก แล้วกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุทำให้พลังงานอะตอมสะสมพลังงานมากจนทำให้เบี่ยงเบนจากแกนของสนามแม่เหล็กหลังจากนั้นหยุดส่งสัญญาณคลื่นวิทยุอะตอมก็จะคายพลังงานที่ดูดซึมเข้าไปออกมา โดยพลังงานที่คายออกมามีค่าไม่เท่ากันในโมเลกุลแต่ละชนิดของร่างกาย โดยเครื่อง MRI ก็จะรับค่าของพลังงานที่คายออกอย่างไม่เท่ากันนี้มาประมวลผลสร้างเป็นภาพของอวัยวะภายในร่างกายอีกที http://www.rachvipamri.com/images/1211105384/1211105725rachvipamricom1.jpg
ภาพบน : เครื่อง MRI
ภาพซ้าย : อะตอมของร่างกายโดยธรรมชาติจะเรียงตัวไปในทิศทางต่างๆ กัน
ภาพขวา : อะตอมของร่างกายเมื่อเข้าเครื่อง MRI ที่มีกระแสแม่เหล็กทำให้อะตอมจะเรียงตัวไปในทิศทางเดียวกันตามแนวของแกนแม่เหล็ก

  
 
     นอกจากนี้สนามแม่เหล็กนั้นยังมีผลต่อสิ่งชีวิตโดยการที่นักวิทยาศาสตร์ทดลองปลูกเมล็ดข้าวเรียงตามขวางกระแสแม่เหล็กโลกหรือแนวตะวันออกไปตะวันตกและปลูกเรียงตามแนวกระแสแม่เหล็กโลกแนวเหนือใต้ ซึ่งผลปรากฏว่าเมล็ดข้าวที่ทางตัวตามแนวเหนือใต้สามารถเจริญเติบโตได้ดีกว่า ซึ่งยังสรุปได้ว่ากระแม่เหล็กโลกมีผลต่อเจริญเติบโตและการเผาผลาญของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต (กล่าวโดย นพ. บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล)

     ในเมื่อกระแสแม่เหล็กโลกก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายมนุษย์แล้วหากเราคำนึงถึงการออกแบบหรือสร้างบ้าน อาคารต่างๆเพื่อให้สามารถเหนี่ยวนำกระแสแม่เหล็กให้เก็บกักอยู่ในบ้านมากที่สุดย่อมเป็นผลดี เมื่อพิจารณาจากทิศทางกระแสแม่เหล็กโลกแล้วกระแสนั้นจะวิ่งจากทิศใต้ไปยังทิศเหนือเสมอ ดังนั้นเมื่อออกแบบหรือสร้างบ้าน อาคารต่างๆให้มีช่องเปิดทางทิศใต้นั้นก็จะช่วยให้เหนี่ยวนำกระแสแม่เหล็กมาสู่บ้านเราได้ ซึ่งช่องเปิดที่ใหญ่สุดส่วนใหญ่มากจะเป็นประตูทางเข้าของบ้านหรืออาคาร และด้านหน้าเข้าอาคารเป็นรั้วโปร่งก็มีโอกาสได้รับกระแสแม่เหล็กโลกมากกว่ารั้วทึบ ดังนั้นหากบ้านหรืออาคารหันหน้าไปทางทิศใต้ก็จะมีโอกาสรับกระแสจากแม่เหล็กโลกนี้มากที่สุดจึงนับเป็นข้อดีของการมีบ้านหันหน้าไปทางทิศใต้ แต่ทั้งนี้บ้านหรืออาคารนั้นต้องเปิดช่องอากาศ เช่น ประตู หรือ หน้าต่างเพื่อให้กระแสแม่เหล็กเข้ามาสู่อาคารนั้นได้  ส่วนบ้านที่ไม่ได้หันหน้าทิศใต้แต่มีช่องลมที่มีขนาดใหญ่ที่ทิศใต้ก็ยังถือว่าได้รับได้อิทธิพลของกระแสแม่เหล็กนี้

     ที่นี้มาดูสำหรับบ้านและอาคารในแง่มุมของวัสดุก่อสร้างกันบ้างจากบทความเรื่องบทบาทของสนามแม่เหล็กโลกต่อสุขภายที่เขียนโดย นพ. บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ได้อิงหลักธรณีวิทยานั้นจะมีการแบ่งวัตถุธาตุต่างๆที่ไม่ใช้โลหะตามคุณสมบัติทางแม่เหล็ก โดยแบ่งเป็นสารเป็น 2 แบบคือสารที่ผลักดันพลังแม่เหล็กหรือที่เรียกว่า ไดนาแมกเนติก (diamagnetic) และสารอีกประเภทคือสารที่ดึงดูดพลังแม่เหล็กจากสนามแม่เหล็กโลกได้ซึ่งเรียกกันว่า พาราแมกเนติก(paramagnetic)สารนี้ดูดซับพลังแม่เหล็กได้ระดับหนึ่งแม้ไม่ใช่เหล็ก ซึ่งวัสดุก่อสร้างเช่น แกรนิต ดิน หินทราย นั้นมีสารพาราแมกเนติกอยู่ ดังนั้นวัสดุก่อสร้างเหล่านี้จึงมีผลก่อการอยู่อาศัยของคน นอกจากนี้ในคอนกรีตก็ยังมีวัสดุที่เป็นเหล็กและมีผลต่อกระแสแม่เหล็กโดยตรงอีกด้วย ผลที่ออกมาก็คือวัสดุเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวเหมือนฉนวนกันไม่ให้กระแสแม่เหล็กเข้าสู้ภายในอาคารได้ จึงทำให้คนไม่ได้รับพลังจากกระแสแม่เหล็กโลกโดยตรง จึงสู่คนที่อยู่ตามธรรมชาติ มีป่า แม่น้ำ ภูเขาและใช้บ้านไม้ส่วนใหญ่จึงทำให้ได้รับพลังจากกระแสแม่เหล็กโลกโดยตรงส่งผลให้สุขภาพแข็งแรงดีได้ด้วย 

     โดยมีการพิสูจน์ข้อมูลจริงที่ญี่ปุ่นโดยนักวิจัยชื่อว่าไคโออิชิ นาคากาวา ซึ่งกล่าวว่าถึงคนงานก่อสร้างตึกสูงจำนวนมากจะ อ่อนเพลียเรื้อรัง นอนไม่หลับ และป่วยเนื่องจากการที่ตึกมีโครงเหล็กเป็นจำนวนมากนั้นเป็นเหมือนฉนวนกันพลังงานแม่เหล็กโลกไม่ให้เข้าสู่อาคาร จึงทำให้คนเจ็บป่วยได้และยังตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับชีวิตคนในปัจจุบันที่มักทำงานในตึกสูงแล้วมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงอาจจะเกิดจากการขาดการได้รับพลังของกระแสแม่เหล็กโลกนี้ 

     ทั้งนี้หากคนที่ทำงานในตึกสูงเยอะๆนั้นก็ควรได้รับพลังจากกระแสแม่เหล็กโดยจากการพักผ่อนที่บ้านในช่วงกลางคืนเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะเวลากลางคืนนั้นพลังงานแม่เหล็กโลกจะเข้มข้นมากกว่าเวลากลางวัน เนื่องจากว่าเวลากลางวันนั้นโลกด้านที่เราอาศัยอยู่จะหันเข้าหาดวงอาทิตย์ ซึ่งกระแสแม่เหล็กจะคอยป้องกันลมสุริยะที่มีอนุภาคสูงจากดวงอาทิตย์ที่เขามาปะทะโลกทำให้กระแสแม่เหล็กนั้นอ่อนตัวลง 


ภาพแสดงกระแสแม่เหล็กโลกที่คอยป้องกันลมสุริยะจากดวงอาทิตย์
ภาพจาก 
http://www.kqed.org/quest/blog/tag/sun/

     จากข้อมูลข้างต้นทำให้เรารู้อิทธิพลจากกระแสแม่เหล็กในแง่มุมหนึ่ง อย่างไรก็ตามนักปราชญ์ชาวจีนได้คนพบพลังของกระแสแม่เหล็กโลกที่ก่อเกิดปราญชี่ 8 พลัง 24 ทิศทาง และ 60 ปฏิกิริยาที่มีผลต่อชีวิตคนในรูปแบบต่างๆ โดยพลัง ทิศทาง และปฏิกิริยานี้ได้นำมาใช้เป็นหัวใจหลักของวิชาฮวงจุ้ยนั้นเอง โดยการหาทิศทางนั้นก็ใช้การอ้างอิงจากกระแสแม่เหล็กโลกเป็นหลักโดยอ้างอิงจากทิศเหนือที่เข็มทิศชี้ตามพลังงานกระแสแม่เหล็กโลกนั้นเอง ส่วนในรูปแบบของพลังงานและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในแต่ละทิศทางถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างเป็นความลับ ซึ่งมีการอ้างอิงถึงการแรงดึงดูด กระแสพลังจากดวงดาวบนท้องฟ้า รวมถึงการโคจรของดาวบนระบบสุริยะจักรวาล ซึ่งดวงดาวแต่ละด้วยยังมีกระแสแม่เหล็กในตัวมันเองเช่นกันโดยบางดวงก็มีขนาดใหญ่กว่าและมวลมากกว่าโลกหลายร้อยเท่า เช่น ดาวพฤหัสที่มีมวลมากกว่าโลกประมาณ 400 เท่านั้นเอง 

     
             ภาพแสดงดาวเคราะห์ต่างๆบนระบบสุริยะที่มีขนาดแตกต่างกัน
  ภาพจาก
http://www.modernfs.com/sciencefs.htm

   
ภาพแสดงการเปรียบเทียบขนาดของโลกกับดาวเคราะห์ต่างๆ โดยดาวพฤหัสกับดาวเสาร์เป็นดาวที่มีขนาดใหญ่กว่าโลกมาก
ภาพจาก
http://surrender2god.wordpress.com/2007/09/20/seberapa-besarkah-diri-kita/

     
     
ภาพแสดงแกนของดาวเคราะห์ต่างๆที่เอียง โดยโลกมีแกนเอียงประมาณ 23 องศา

     
ภาพแสดงกระแสแม่เหล็กของดาวพฤหัสมีเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล
ภาพจาก
http://chandra.harvard.edu/photo/2007/jupiter/more.html

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเกิดกระแสแม่เหล็กโลก
      
                
ภาพแสดงโครงสร้างของโลก
ภาพจาก
http://202.143.164.74/media/science/lesa1.9.5/7
/earth_structure/earth_structure.html


กระแสแม่เหล็กโลกนั้นเกิดจากการที่การถ่ายเทความร้อนหรืออุณหภูมิของแก่นโลกชั้นใน (Inner core) ไปสู่แก่นโลกชั้นนอก (Outer core) ทั้งนี้สาเหตุของการถ่ายเทความร้อนจากแก่นโลกชั้นในไปสู่ชั้นนอกนั้นเกิดจากการที่แก่นโลกชั้นในจะสถานะเป็นของแข็งมากกว่าเนื่องจากมีความกดดันสูงกว่า ส่วนแก่นโลกภายนอกจะมีความเป็นของเหลวมากกว่าเนื่องจากมีความกดดันที่ต่ำกว่าทั้งนี้จึงทำให้อุณหภูมิของแก่นโลกภายในและภายนอกนั้นจึงแตกต่างกัน จึงทำให้การการถ่ายเทพลังงานความร้อนจากแก่นโลกชั้นในไปสู่แก่นโลกชั้นนอก

เมื่อมีการถ่ายเทพลังงานความร้อนก็จะทำให้เหล็กหลอมภายในตัวโลกเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาจึงเป็นสาเหตุให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่เคลื่อนที่นั้นเอง โดยปกติหลักการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้านั้นก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสแม่เหล็กอยู่แล้ว ดังนั้นการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าภายในโลกนั้นจึงทำให้โลกหรือสนามแม่เหล็กโลก (the Earth’s Magnetic Field) นั้นเอง 

ทั้งนี้พลังงานแม่เหล็กนั้นจะวิ่งจากขั้วบวกไปยังขั้วลบซึ่งจากแกนโลกแล้วทางขั้วโลกเหนือนั้นจะมีพลังงานแม่เหล็กขั้วบวกขณะที่ทางขั้วโลกใต้นั้นจะมีพลังงานแม่เหล็กลบ ซึ่งก็หมายถึงว่ากระแสแม่เหล็กโลกนั้นวิ่งจากทิศใต้มาทิศเหนือเสมอ จึงเป็นสาเหตุที่ว่าเข็มทิศนั้นจะมีลูกศรชี้ไปทางทิศเหนือเสมอเนื่องจากกระแสแม่เหล็กโลกเหนี่ยวนำพลังวิ่งไปทางทิศเหนือนั้นเอง 

อย่างไรก็ตามแกนแม่เหล็กโลกและแกนโลกนั้นจะไม่ใช่แกนเดียวกัน โดยแกนแม่เหล็กโลกนั้นจะเอียง 12 องศาจากแกนโลก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจเข็มลูกศรที่ชี้ไปทางทิศเหนือไม่ตรงกับทิศเหนือจริงๆซึ่งถ้ากำหนดทิศรอบตัวเราเป็น 360 องศานั้นแล้วทิศเหนือคือ 0 องศา และทิศใต้คือ 180 องศา แต่แกนแม่เหล็กโลกฝั่งขั้วโลกเหนืออยู่ที่ทิศ 12 องศา ขณะที่แกนแม่เหล็กโลกฝั่งขั้วโลกใต้จะอยู่ที่ 192 องศานั้นเอง นอกจากนี้ยังมีอีกสาเหตุที่กระแสแม่เหล็กไม่ได้วิ่งไปทางทิศเหนือจริงกล่าวคือ กระแสแม่เหล็กมีการเบี่ยงเบนในบางพื้นที่ในโลก กระแสแม่เหล็กจะมีความเบี่ยงเบนจึงทำให้กระแม่เหล็กไม่ขนาดกับเส้นลองจิจูด แต่หากพิจารณาที่ประเทศไทยแล้ว ค่าความเบี่ยงเบนของกระแสแม่เหล็กนั้นจะมีค่าเป็นศูนย์หรือไม่มีค่าการเบี่ยงเบนของกระแสแม่เหล็กในประเทศไทยนั้นเอง
 
         
                     ภาพแกนแม่เหล็กโลก
    ภาพจาก  
http://202.143.164.74/media/science/lesa1.9.5/
7/earth_structure/earth_structure.html


     กระแสแม่เหล็กโลกนั้นจะไม่ได้มีการเคลื่อนที่เป็นทรงกลมรูปทรงของโลกเสมอไป เนื่องจากว่าหากมองดูในระบบสุริยะนั้นแล้ว โลกเราจะได้รับอิทธิพลจากลมสุริยะในด้านที่ใกล้ดวงอาทิตย์หรือฝั่งซีกโลกที่เป็นเวลากลางวันที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์โดยตรง เนื่องจากกระแสแม่เหล็กโลกนั้นช่วยป้องกันพลังงานที่มีอนุภาคสูงจากดวงอาทิตย์ที่พุ่งมาปะทะผิวโลกทำให้สิ่งมีชีวิตต่างๆดำรงชีวิตบนโลกได้ ดังนั้นเมื่อ
กระแสแม่เหล็กโลกในฝั่งที่โลกเอนเข้าหาดวงอาทิตย์นั้นจะมีขนาดความกว้างน้อยกว่ากระแสแม่เหล็กด้านตรงข้ามหรือด้านที่โลกไม่ได้ปะทะกับดวงอาทิตย์ ดังนั้นในเวลากลางคืนกระแสแม่เหล็กจึงมีความเข้มข้นมากกว่าในเวลากลางวัน เนื่องจากในเวลากลางคืนโลกซีกโลกที่เราอยู่จะหันไปด้านที่ตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์      

           


     ภาพจำลองกระแสแม่เหล็กของโลกในขณะที่โลกโคจร
ภาพจาก http://202.143.164.74/media/science/lesa1.9.5
/7/earth_structure/earth_structure.html
 
© Copyright 2007 Flexiplan Co., Ltd. Powered by ThaiEshop.NET