บทความตีพิมพ์
ทิศทางลมกับฮวงจุ้ย
ทิศทางลมกับฮวงจุ้ย
                                     โดย อ.เกริกวิชญ์ กฤษฎาพงษ์ 

      เนื่องจากวิชาฮวงจุ้ย (Feng Shui) มีความสัมพันธ์กับเรื่องลมโดยตรง คำว่า”ฮวง” นั้นมีแปลว่าลม ส่วนคำว่า”จุ้ย”นั้นแปลว่าน้ำโดยเคล็ดวิชาได้กล่าวว่าลมนั้นนำพาพลังและน้ำนั้นสะสมพลัง และหากทำความเข้าใจจริงๆแล้วฮวงจุ้ยนั้นก็คือการบริหารพลังงานของไหล ซึ่งทางหลักวิศวกรรมนั้นของที่ไหลได้ในโลกมีแค่ลมและน้ำเท่านั้น โดยหลักการจะต้องบริหารของไหลที่นำพลังที่ดีลมหรือน้ำที่เข้ามาสู่อาคารนั้นๆ และนำของไหลที่เป็นพลังงานไม่ดีออกจากอาคารนั้นๆ ดังนั้นการเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องลมอย่างลึกซึ้งก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับวิชาฮวงจุ้ยได้ยิ่งขึ้น 

       หลักการของการเกิดลมคือการเคลื่อนตัวของอากาศที่เกิดจากอุณหภูมิที่แตกต่างกันและความกดอากาศที่แตกต่างกันโดยลมจะพัดจากบริเวณพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าหรือความกดอากาศสูงกว่าไปหาพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าหรือความกดอากาศต่ำกว่า โดยอากาศที่ได้รับความร้อนจะขยายตัวทำให้มีความหนาแน่นลดลงและลอยตัวสูงขึ้นดังนั้นอากาศที่อยู่ในแนวราบบริเวณที่ได้รับความร้อนน้อยกว่าหรืออุณหภูมิต่ำกว่าจะเคลื่อนตัวในแนวราบมาแทนที่ ซึ่งอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวราบขนาดกับโลกนั้นคือลมนั้นเอง 

       ยกตัวอย่างพื้นที่ที่มีความอุณหภูมิและความกดอากาศจะมีความแตกต่างกันชัดเจน คือบริเวณอากาศเหนือพื้นดินและเหนือพื้นน้ำทะเล โดยอากาศเหนือพื้นดินและน้ำทะเลจะได้รับความร้อนจากแสดงอาทิตย์ในปริมาณที่เท่ากันแต่คุณสมบัติของดินและน้ำมีการสะสมและคายความร้อนแตกต่างกัน ซึ่งดินนั้นมีคุณสมบัติคายความร้อนได้ดีกว่าน้ำทำให้กลางคืนนั้นอากาศเหนือพื้นดินมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอากาศเหนือพื้นน้ำ จึงทำให้อากาศเหนือพื้นน้ำที่ร้อนกว่าลอยตัวสูงขึ้นและอากาศเหนือพื้นดินที่เย็นกว่าเคลื่อนตัวมาแทนที่ ดังนั้นลมจึงเคลื่อนตัวจากพื้นดินไปสู่พื้นน้ำในเวลากลางคืน หรือที่เราเรียกว่า “ลมบก” ขณะที่เวลากลางวันนั้นพื้นดินจะสะสมความร้อนได้เร็วกว่าพื้นน้ำจึงทำให้อากาศเหนือพื้นดินนั้นมีอุณหภูมิที่สูงกว่าอากาศเหนือพื้นน้ำ ดังนั้นอากาศเหนือพื้นดินมีความร้อนสูงกว่าขยายตัวและลอยตัวสูงขึ้นและอากาศเหนือพื้นน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจึงเคลื่อนตัวมาแทนที่ ดังนั้นลมจึงเคลื่อนตัวจากพื้นน้ำไปสู่พื้นดินในเวลากลางวันหรือที่เราเรียกว่า “ลมทะเล” สำหรับพื้นที่อยู่ใกล้ทะเลหรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่กระแสลมจะเคลื่อนตัวจากแหล่งน้ำเข้าพื้นดินหรือเคลื่อนที่ออกจากพื้นดินไปแหล่งน้ำเป็นหลัก ซึ่งลมมักจะไม่เคลื่อนที่ตามทิศทางลมของภูมิประเทศทั่วไปหรือที่เรียกว่าลมมรสุม 

      โดยทิศทางของลมในประเทศแต่ละประเทศนั้นจะเคลื่อนที่ตามทิศทางของลมมรสุมเป็นหลัก ซึ่งประเทศไทยเองนั้นก็มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูร้อน ฤดูฝน ระยะเวลาประมาณ 6 เดือนต่อปี ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคมไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาวระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือนจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนกลางเดือนตุลาคมหรือต้นพฤศจิกายนไปจนถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งลมมรสุมนั้นเกิดจากการที่โลกนั้นโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่เนื่องจากแกนโลกนั้นปกติจะเอียง 23.5 องศากับระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งหมายถึงแกนโลกจะชี้ไปทิศทางเดียวเสมอ โดยแกนโลกด้านเหนือก็จะชี้ไปยังกลุ่มดาวเหนืออยู่ตลอดนั้นเอง ดังนั้นในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์นั้นแกนโลกจะเอียงด้านเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์เป็นบางเวลาและเอียงออกจากดวงอาทิตย์เป็นบางเวลา และการที่แกนโลกเอียงทำให้พื้นบนโลกในตำแหน่งเดียวกันแต่ละช่วงเวลาได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ต่างกันเมื่อได้รับความร้อนต่างกันอุณหภูมิก็จะแตกต่างกันในพื้นที่นั้นตามช่วงเวลาในแต่ละปี จึงเป็นสาเหตุให้เกิดทิศทางของลมและฤดูกาลต่างๆซึ่งในเราจะเห็นจากในช่วงฤดูร้อนในซีกโลกเหนือก็จะเป็นฤดูหนาวทางซีกโลกใต้ และขณะที่ช่วงฤดูหนาวในซีกโลกเหนือจะเป็นฤดูร้อนในซีกโลกใต้ 


     ภาพแสดงการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์โดยที่แกนโลกนั้นเอง 23.5 องศา ทำให้พื้นบนโลกในตำแหน่งเดียวกันแต่ละช่วงเวลานั้นได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ต่างกันหรือมีอุณหภูมิต่างกันจึงเป็นสาเหตุที่มาของกระแสลมและฤดูกาล 

     ประเทศไทยนั้นอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรโดยพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไทยนั้นเป็นทะเลอันดามัน แต่เนื่องจากแกนโลกที่เอียง 23.5 องศาขณะที่โลกโคจรเอียงแกนโลกทางด้านเหนือเข้าหาพระอาทิตย์ ประเทศไทยบริเวณส่วนพื้นดินจะได้รับความร้อนและแสงแดดจากพระอาทิตย์โดยตรงมากกว่าพื้นน้ำบริเวณทะเลอันดามัน ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูร้อนและเป็นช่วงมีกลางวันยาวนานกว่ากลางคืน เมื่อบริเวณพื้นดินได้รับความร้อนมากกว่าอากาศจะขยายตัวและลอยตัวสูงขึ้น จึงทำให้อากาศเหนือน้ำบริเวณทะเลอันดามันนั้นเคลื่อนตัวมาแทนที่จึงทำให้เกิดกระแสลมจากทิศตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลอันดามันมาสู่ไทยหรือที่เรียกว่าลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้นั้นเอง 

     ขณะที่เวลาโลกนั้นโคจรรอบดวงอาทิตย์และเอียงแกนโลกด้านทิศใต้เข้าหาพระอาทิตย์หรือเอียงแกนโลกทางทิศเหนือออกห่างพระอาทิตย์จึงทำให้บริเวณทะเลอันดามันได้รับความร้อนจากพระอาทิตย์โดยตรงและมากกว่าพื้นแผ่นดินของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูหนาวและเป็นช่วงที่มีกลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน เมื่ออากาศบริเวณทะเลอันดามันจึงได้รับความร้อนและขยายตัวลอยตัวสูงขึ้นจึงทำให้อากาศจากพื้นแผ่นดินประเทศไทยเคลื่อนตัวไปแทนที่กลายเป็นกระแสลมที่พัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากพื้นดินบริเวณประเทศจีนไปสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้บริเวณทะเลอันดามันหรือที่เรียกกันว่าลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ 


ภาพแสดงกระแสลมในฤดูหนาว - ฤดูร้อน
ภาพจาก http://203.172.208.242/tatalad/subject/Science/Earth Science/atmosphere/atm_circulation/atm_circulation/
atm_circulation.htm


     หลังจากเราได้รู้ที่มาของการเกิดลมและทิศทางของลมในประเทศไทยแล้วเราควรออกแบบบ้านให้รับกระแสลมธรรมชาติเพราะโดยหลักวิชาฮวงจุ้ยนั้นลมเป็นตัวนำพาพลัง ดังนั้นควรออกแบบบ้านให้รับกระแสลมมากสุดจึงควรให้หน้าบ้านหันไปทางทิศทางลมและควรมีประตูทางเข้าอยู่ในแนวทิศทางลม หากไม่ใช่หน้าบ้าน เช่น ด้านข้างบ้าน หรือด้านหลังบ้านควรมีช่องให้ลมผ่าน เช่น ประตู หรือ หน้าต่าง ตามทางทิศของกระแสลมเป็นอย่างน้อย โดยกระแสลมทิศหลักที่ยาวนานที่สุดในช่วงเวลาต่อปีในประเทศไทยนั้นคือ กระแสลมจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่ตามข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น โดยที่บ้านหรืออาคารที่หันหน้าหรือมีช่องเปิดรับกระแสลมจากทางทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็จะได้รับอิทธิพลจากกระแสลมในทิศนี้มากที่สุด และหากพิจารณาตามทิศดังกล่าวแล้วทิศตะวันตกจะรับแดดมากช่วงบ่ายทำให้บ้านหรืออาคารที่หันหน้าทางทิศนี้หรือที่มีช่องเปิดทางทิศนี้ได้รับความร้อนจากแดดมาก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจีนนั้นนิยมหันหน้าไปทางทิศใต้มากกว่าทิศตะวันตก 

     ส่วนกรณีบ้านทั่วไปหรือบ้านพักตากอากาศ หรืออาคารต่างๆที่อยู่บริเวณทะเลอาจไม่ต้องคำนึงกระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือมากนัก เนื่องจากบ้านและอาคารเหล่านี้จะได้รับอิทธิพลจากลมบก ลมทะเลตามที่กล่าวมาข้างต้น โดยทิศทางลมจะพัดจากพื้นน้ำมาสู่พื้นดินเสมอในเวลาช่วงกลางวัน ดังนั้นการมีบ้านและอาคารที่มีช่องลมเช่น ประตูทางเข้าหน้าบ้าน หรือหน้าต่างอยู่ด้านที่ติดทะเลนั้นก็จะสามารถได้รับกระแสลมธรรมชาติในช่วงกลางวันได้ตลอด 

     อย่างไรก็ตามการที่มีบ้านและอาคารรับพลังงานจากกระแสลมเต็มที่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะเจริญรุ่งเรื่องเสมอไป เช่นเดียวกันบ้านที่ไม่ได้หันหน้าหรือมีช่องลมรับกระแสลมแล้วจะบอกว่าไม่เจริญรุ่งเรื่อง ซึ่งจริงแล้วยังต้องพิจารณาหลักวิชาที่เกี่ยวกับองศาทิศทางของพลังต่างๆจริงๆ เช่น วิชาเสวียนคงปวยแช หรือภาษาไทยเรียกกันว่าวิชาดาวเหิน (Flying Star) ที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศโดยมีหลักการคำนวณพลังดีและร้ายในแต่ละทิศจากโดยใช้หลักการโคจรของดาวพฤหัสและดาวเสาร์ที่เป็น 2 ดาวเคราะห์ที่ใหญ่สุดในระบบสุริยะจักรวาลเป็นหลัก

     ซึ่งหลักวิชาจะแบ่งทิศต่างๆแบ่งเป็นทิศย่อยๆอีก เช่น ภายในทิศใต้อาจแบ่งเป็นทิศย่อยๆหลายทิศเป็นองศาต่างๆ โดยแต่ละองศาก็มีผลทางพลังงานดีร้ายต่างกัน ซึ่งหากบ้านหรืออาคารหันถูกองศาที่มีพลังดีในทิศย่อยที่ดีและเป็นรับลมตามแนวลมมรสุมนั้นก็เรียกได้มีโอกาสเจริญรุ่งเรื่องมากเนื่องจากลมนั้นพัดนำพาพลังที่ดีเข้ามาสะสมในบ้านหรืออาคารนั้นได้มาก ซึ่งยิ่งรับพลังที่ดีมากก็ส่งผลดีมาก แต่ถ้าหากองศาในทิศย่อยนั้นเป็นพลังร้ายลมก็จะนำพาพลังร้ายเข้าสู่บ้านได้มากเช่นกัน ดังนั้นการที่จะมีฮวงจุ้ยที่ดีสุดควรปรึกษาซินแสผู้มีประสบการณ์เพื่อจะหันทิศทางบ้านหรืออาคารให้ถูกต้องตามองศาที่มีพลังดีและได้รับกระแสลมธรรมชาติตามทิศทางลมมรสุมผ่านเข้ามาสะสมสู่บ้านหรืออาคารให้มากที่สุดก็จะเจริญรุ่งเรื่องอย่างสูง จากที่กล่าวมาเป็นเพียงหลักการณ์เลือกบ้านหรืออาคารให้ได้รับพลังงานสูงสุดซึ่งแท้จริงแล้วอาจจะต้องคำนึงปัจจัยอื่นๆที่สอดคล้องกับแต่ละคนด้วย เช่น การหาสัมพันธ์ของระบบธาตุต่างๆจากดวงผู้อยู่อาศัยกับทิศทางของพลังงาน ฯลฯ เป็นต้น


© Copyright 2007 Flexiplan Co., Ltd. Powered by ThaiEshop.NET