บทความตีพิมพ์
แสงแดดกับฮวงจุ้ย
แสงแดดกับฮวงจุ้ย
                                       โดย อ.เกริกวิชญ์ กฤษฎาพงษ์ 
     


     ภาพจาก www.wallpaperseek.com 

     แสงแดดนั้นมีความสำคัญกับการออกแบบบ้านและอาคารเป็นอย่างมากโดย แสงแดดจะเป็นตัวการนำความร้อนมาสู่บ้านอยู่เสมอ เช่น ตอนเวลาสายๆทิศตะวันออกของบ้านจะเป็นส่วนบริเวณที่ร้อนสุดเพราะรับแดดมากสุดหรือช่วงเวลาบ่ายทิศตะวันตกก็จะได้รับแดดที่สุด นอกจากนี้ความร้อนที่เกี่ยวข้องกับแสงแดดแล้วแสงนั้นยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกอารมณ์ของคนด้วย โดยสภาพบ้านที่มืดกับสว่างจะให้ความรู้สึกต่อคนนั้นต่างๆกัน เช่นเดียวกับภาพๆต่างๆที่ช่างภาพนั้นถ่ายรูปโดยช่างภาพทุกคนจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องแสงเป็นอย่างมากเพื่อให้ผลงานภาพที่ได้มาได้ความรู้สึกและอารมณ์ตรงตามความต้องการ 

     แสงสว่างนั้นจะให้ความรู้สึกที่สดชื่น กระปรี้กระเปร่า สดใส และยังให้ความร้อน หากว่าตามหลักการของหยินหยางของศาสตร์จีนนั้นความสว่างนั้นเป็นพลังหยาง ส่วนความมืดนั้นเป็นพลังหยิน ซึ่งหลักการของหยินหยางเบื้องต้นจะเป็นการเปรียบเทียบของสองสิ่งโดยสิ่งด้วยกันโดยสิ่งหนึ่งจะเป็นหยางและอีกสิ่งจะเป็นหยิน โดยสรรพสิ่งในโลกในโลกล้วนแล้วแต่มีสองสิ่งมาประกอบกัน เช่น ทางชีวะมีเพศผู้และเพศเมีย ทางเคมีบอกมีกรดและก็ต้องมีด่าง คณิตศาสตร์มีบวกก็ต้องมีลบ แม่เหล็กมีขั้วบวกและขั้วลบ การเคลื่อนไหวกับการหยุดนิ่ง มีดีก็มีเลว มีก้าวหน้าก็มีเสื่อมถอย ฯลฯ ซึ่งกับแสงนั้นความสว่างก็จะเป็นพลังหยางที่เหมือนความเคลื่อนไหวกระปรี้กระเปร่า ส่วนความมืดนั้นเหมือนพลังหยินที่เหมือนกับความหยุดนิ่ง ซึมเศร้า ลึกลับ เสื่อมถอย นั้นเอง

     โดยบ้านไหนที่แสงสว่างไม่เพียงพอหรือบ้านที่มืดเรียกได้ว่ามีความเป็นหยินสูงก็จะทำให้คนไม่ค่อยอยู่บ้าน สร้างความซึมเซา โดดเดี่ยวให้กับผู้อยู่อาศัย หากเป็นสถานที่ทำงานใดที่มืดก็อาจจะทำให้คนรู้สึกไม่อยากทำงาน ขี้เกียจ ซึมเซาได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ ขณะที่สถานที่บางที่เป็นหยินมากๆเช่น มืด ทึบ ชื้น อับไม่มีการผ่านเรียกว่าหยินสุดๆนั้นอาจเป็นที่อยู่ของผีวิญญาณต่างๆได้ ซึ่งสถานที่ร้างๆต่างๆนั้นก็มีสภาพเป็นหยินสูงนั้นเอง ในทางตรงข้ามหากบ้านนั้นมีแสงสว่างเพียงพอก็จะทำให้บ้านนั้นน่าอยู่มากขึ้น ผู้อยู่อาศัยก็จะกระปรี้กระเปร้า รวมถึงทำให้คนอยากอยู่อาศัยในบ้านนั้นมากขึ้นด้วยและหากเป็นสถานที่ทำงานนั้นแสงเป็นพลังหยางที่กระตุ้นต่อจิตใจคนให้ทำงานได้ดีโดยทำให้คนทำงานนั้นมีความรู้สึกกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า จึงส่งผลที่ดีต่อประสิทธิภาพการทำงานนั้นเอง

     นอกจากนี้หากเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์กับหลักการหยินหยางแล้วนั้นวัยเด็กของสิ่งมีชีวิตนั้นก็จะมีพลังงานหยางมากกว่าวัยชรา เพราะเด็กนั้นมีกำลังเคลื่อนไหว ยิ่งเป็นช่วงวัยรุ่นก็จะเป็นช่วงที่ร่างกายนั้นแข็งแรงที่สุดก็จะมีกำลังมากสุด ขณะเดียวกันเมื่อเวลาที่คนชรานั้นร่างกายคนก็จะเหี่ยวย่น กำลังเสื่อมถอยลงไปก็เรียกว่าเป็นหยิน ซี่งเมื่อคนตายแล้วก็คือสภาพหยินสูงสุดนั้นเอง ดังนั้นสำหรับคนที่อายุมากหรือคนชราแล้วก็ควรจะได้รับพลังด้านหยางให้มากตามอายุด้วยเนื่องจากเป็นพลังหยางที่ทำให้สดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นไม่ให้ห่อเหี่ยวตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งการใช้แสงเพิ่มพลังหยางให้กับที่อยู่อาศัยนั้นจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือคนชราให้สภาพร่างกายดีขึ้นนั้นเอง

     แสงนั้นมีอิทธิพลกับมนุษย์ทั้งในเรื่องความร้อนและความรู้สึกของคนนั้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นการสร้างและออกแบบอาคารหรือบ้านนั้นให้มีแสงสว่างเพียงพอจึงเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแสงสว่างที่เราได้รับมากที่สุดในโลกก็คือแสงแดดหรือแสงสว่างจากดวงอาทิตย์นั้นเอง ดังนั้นจะออกแบบและสร้างบ้านหรืออาคารให้สอดคล้องกับแสงนั้นจึงควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางของแสงแดดนั้นก่อน

     หลายคนคิดว่าพระอาทิตย์นั้นขึ้นทางทิศตะวันออกตรงๆและตกที่ทิศตะวันตกตรงๆ และยังคิดว่าพระอาทิตย์นั้นขึ้นเป็นแนวเส้นตรงจากทิศตะวันออกไปยังติดตะวันตกเสมอ แท้จริงแล้วพระอาทิตย์ไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงอย่างนั้นเสมอและจะมีไม่กี่วันในรอบปีที่ดวงอาทิตย์นั้นขึ้นละตกลงในทิศตะวันออกและตะวันตกพอดี ส่วนใหญ่ดวงอาทิตย์จะขึ้นและตกเบี่ยงออกไปทางทิศเหนือและทิศใต้ด้วย สาเหตุที่พระอาทิตย์นั้นไม่ได้ขึ้นและลงตรงทิศตะวันออกและทิศตะวันตกพอดีนั้นเนื่องจากว่าโลกนั้นโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยที่แกนโลกนั้นปกติจะเอียง 23.5 องศากับระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 
    
     ภาพแสดงการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์โดยแกนโลกนั้นเอียง 23.5 องศาทำให้พระอาทิตย์ไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก จึงทำให้แสงนั้นไม่ได้มาจากทางทิศตะวันออกและตะวันตกอย่างเดียว

     ขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์และแกนโลกทางเหนือจะเข้าหาดวงอาทิตย์ ประเทศส่วนใหญ่ที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรจะได้รับแสงหรือความร้อนจากดวงอาทิตย์โดยตรงจึงทำให้เป็นช่วงฤดูร้อนและทำให้เวลากลางวันนั้นยาวกว่าเวลากลางคืนโดยช่วงนี้พระอาทิตย์จะขึ้นและลงเบี่ยงไปทางทิศเหนือ โดยหากเรามองดูดวงอาทิตย์นั้นจะเดินทางจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกโดยจะอ้อมไปทางทิศเหนือ

     ส่วนเมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์และแกนโลกทางเหนือหันออกห่างดวงอาทิตย์หรือแกนโลกทางใต้หันเข้าหาดวงอาทิตย์นั้นประเทศที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรนั้นจะได้รับความแสงและความจากดวงอาทิตย์น้อยกว่าจึงทำให้เป็นฤดูหนาวและยังทำให้ระยะเวลาของกลางวันสั้นลงและกลางคืนนั้นยาวขึ้น พระอาทิตย์จะขึ้นและลงเบี่ยงไปทางทิศใต้ โดยหากเรามองดูดวงอาทิตย์นั้นจะเดินทางจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกโดยจะอ้อมไปทางทิศใต้ 

     แต่หากพิจารณาเฉพาะประเทศไทยนั้นช่วงที่โลกโคจรเคลื่อนเอาขั้วโลกเหนือเอียงออกห่างพระอาทิตย์(ช่วงปลายฤดูฝน ฤดูหนาว และช่วงต้นฤดูร้อนนั้น) จะทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นลงหรือเคลื่อนที่บนเบี่ยงไปทางทิศใต้เหมือนกับประเทศที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรทั่วไป แต่ ขณะที่ช่วงที่โลกโคจรเคลื่อนเอาขั้วโลกเหนือเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์นั้น (ช่วงฤดูร้อนไปจึงถึงช่วงต้นฤดูฝน) จะทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นลงหรือเคลื่อนที่บนฟ้าอยู่บริเวณตรงกลางจากทิศตะวันออกไปตะวันตกพอดี และทำให้เกิดแสงแดดอยู่ตรงหัวเราค่อนข้างพอดีอีกด้วย ซึ่งต่างจากประเทศที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรทั่วไปที่พระอาทิตย์เคลื่อนที่เบี่ยงไปทางเหนือ โดยสาเหตุที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่จากทิศตะวันออกไปตะวันตกพอดีนั้นเนื่องจากประเทศไทยนั้นมีตำแหน่งอยู่เหนือเส้นศูนย์ขึ้นไปไม่มากพอ แต่หากเป็นประเทศที่อยู่เหนือประเทศไทยขึ้นไปหรือเหนือเส้นศูนย์สูตรมากพอระดับหนึ่งแล้วพระอาทิตย์ก็จะเคลื่อนที่เบี่ยงไปทางทิศเหนือนั้นเอง

     สาเหตุจากการที่โลกนั้นโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยที่แกนโลกนั้นปกติจะเอียง 23.5 องศากับระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำคนในประเทศไทยนั้นเห็นดวงอาทิตย์บนฟ้าตรงหัวช่วงฤดูร้อนไปจนต้นฤดูฝนและเคลื่อนที่เบี่ยงไปทางทิศใต้ช่วงปลายฤดูฝน ฤดูหนาว และช่วงต้นฤดูร้อน จึงทำให้แสงแดดมาที่มาจากทิศเหนือนั้นน้อยกว่าทางทิศใต้นั้นเอง

     ดังนั้นการที่สร้างบ้านให้หน้าบ้านไปทางทิศใต้ก็จะมีโอกาสรับแสงแดดตลอดวันหากเทียบกับทิศอื่น โดยเฉพาะหากเทียบกับทิศเหนือที่แถบไม่ได้รับแสงแดดเลย ส่วนการสร้างบ้านหันไปทางทิศตะวันออกกับตะวันตกก็จะรับแดดประมาณครึ่งหนึ่งของเวลากลางวัน ส่วนกรณีห้องนั่งเล่นที่มักอยู่ทิศหน้าบ้านซึ่งหากหันไปตามทิศทางแต่ละทิศก็จะได้รับแสงแดดไม่เท่ากัน ความหมายคือได้รับความร้อนและความรู้สึกที่จากแสงต่างๆนั้นเอง ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงหลักสถาปัตยกรรมในการรับแสงแต่ละทิศเพื่อให้ลดความร้อนจากแสงแดดที่นำมาสู่บ้านและอาคารควบคู่กับการใช้แสงสว่างให้เพียงพอให้มีผลต่อความรู้สึกของคน 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิปัญญาจีน
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้สำหรับประเทศเหนือเส้นศูนย์สูตรเท่านั้น 

- วันที่ 21-22 มิถุนายน เป็นที่แกนโลกทางทิศเหนือนั้นชี้เข้าหาดวงอาทิตย์มากที่สุด ดังนั้นดวงอาทิตย์จะขึ้นลงหรือเคลื่อนตัวบนท้องฟ้าเบี่ยงไปทางทิศเหนือมากที่สุดหรือที่เรียกว่า อุตรายัน (summer solstice) ซึ่งทางภูมิปัญญาจีนเรียกวันนี้ว่าเป็นวันที่มีพลังหยางสูงสุดหรือเป็นวันที่ร้อนที่สุดในฤดูธาตุไฟ (ฤดูธาตุไฟคือเดือน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม หรือช่วงฤดูร้อน)  

- วันที่ 21-22 ธันวาคมนั้นจะเป็นที่แกนโลกทางทิศใต้นั้นชี้เข้าหาด้วงอาทิตย์มากที่สุด ดังนั้นดวงอาทิตย์จะขึ้นลงหรือเคลื่อนตัวบนท้องฟ้าเบี่ยงไปทางทิศใต้มากที่สุดหรือที่เรียกว่า ทักษิณายัน (winter solstice) ซึ่งทางภูมิปัญญาจีนเรียกวันนี้ว่าเป็นวันที่มีพลังหยินสูงสุดหรือเป็นวันที่เย็นที่สุดในฤดูธาตุน้ำ (ฤดูธาตุน้ำคือเดือน พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม หรือช่วงฤดูหนาว)วันนี้ยังเป็นวันขึ้นปีใหม่แบบจีนในศาสตร์ตังจี่ด้วย เนื่องจากเป็นช่วงที่หยินสูงสุดของปี ซึ่งก็จะเหมือนกับหลักการเปลี่ยนวันทางสากลทั่วไปซึ่งเปลี่ยนในเวลาเที่ยงคืนตรงซึ่งเที่ยงคืนก็คือช่วงอากาศเย็นสุดหรือหยินที่สุดนั้นเอง 

- วันที่ 21-22 มีนาคม เรียกว่า วสันตวิษุวัต (Vernal equinox) โดยวันนี้จะเป็นวันที่พลังธาตุไม้ของฤดูกาลธาตุไม้มีกำลังสูงสุด (ฤดูธาตุไม้คือเดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน หรือช่วงฤดูใบไม้ผลิ) 

- วันที่ 21-22 กันยายน เรียกว่า ศารทวิษุวัต (Autumnal equinox) โดยวันนี้จะเป็นวันที่พลังธาตุทองของฤดูกาลธาตุทองมีกำลังสูงสุด (ฤดูธาตุทองคือเดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม หรือช่วงฤดูใบไม้ร่วง) 

- วันที่ 21- 22 มีนาคม และวันที่ 21- 22 กันยายน จะมีวันที่ดวงอาทิตย์นั้นขึ้นและลงตรงกับทิศตะวันออกและตะวันตกพอดี เนื่องจากแกนโลกทิศเหนือกับทิศใต้อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เท่ากันพอดีนั้นเองทำให้กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันและทำให้ซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์เท่ากัน หรือเรียกว่าวิษุวัต (Equinox)
© Copyright 2007 Flexiplan Co., Ltd. Powered by ThaiEshop.NET