บทความตีพิมพ์
ฮวงจุ้ยหยินแหล่งพลังจากแผ่นดิน
ฮวงจุ้ยหยินแหล่งพลังจากแผ่นดิน
                                   โดย อ.เกริกวิชญ์ กฤษฎาพงษ์

      ฮวงจุ้ยนั้นถูกแบ่งเป็นสองประเภทคือ ฮวงจุ้ยหยาง ซึ่งเป็นฮวงจุ้ยสำหรับคนมีชีวิตโดยอาศัยการประยุกต์ใช้พลังงานจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้ามาเสริมคนให้มากที่สุด แต่ฮวงจุ้ยอีกประเภทนั้นคือฮวงจุ้ยหยิน ซึ่งเป็นฮวงจุ้ยสำหรับคนตายเป็นหลักนั้นก็คือการทำสุสานและอาศัยพลังงานจากสุสานนั้นมาสร้างความเจริญรุ่งเรื่องให้กับลูกหลานของผู้ที่เสียชีวิตต่อไปนั้นเอง

     
       ภาพจาก http://photos.igougo.com

      หลายคนสงสัยว่าสุสานนั้นจะสร้างความเจริญรุ่งเรื่องให้กับลูกหลานได้อย่างไร ซึ่งจะอธิบายคร่าวๆได้ดังนี้ สุสานนั้นมักจะสร้างในจุดที่สะสมรวมของกระแสพลังงาน โดยชาวจีนเชื่อว่าภูเขานั้นเกิดจากพลังงานของใต้โลกที่มหาศาลจึงดันตัวสูงขึ้นมาเหนือแผ่นดินทั่วไปจึงเกิดเป็นภูเขาและแนวสันเขาตามแนวพลังงานที่ผลักขึ้นมา ซึ่งพลังงานที่ถูกผลักขึ้นมาเหนือจากแผ่นดินนั้นก็จะไหลลงสู่ที่ต่ำตามกฎของแรงดึงดูดโลก โดยพื้นแผ่นดินโลกนั้นมีส่วนประกอบของธาตุเหล็กอยู่อย่างมหาศาลไม่ว่าจะเป็นพื้นดินใต้โลกหรือว่าภูเขาก็ตามก็มีส่วนประกอบของธาตุเหล็กนี้ แต่การที่โลกหมุนรอบตัวเองนั้นก็จะทำให้พื้นดินใต้โลกมีแร่ธาตุต่างๆรวมถึงธาตุเหล็กนั้นกลายเป็นแม่เหล็กยักษ์ขนาดใหญ่มหาศาลและเกิดกระแสแม่เหล็กโลกที่เคลื่อนจากทิศเหนือมาทิศใต้ และแม่เหล็กยักษ์นี้ก็อยู่ใต้ดินของโลกจึงมีแรงดึงดูดพลังงานต่างๆให้ไหลลงต่ำ ซึ่งภูเขาหรือแนวเขาต่างๆก็มีแร่เหล็กเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย ดังนั้นจึงทำให้พลังงานจากยอดเขาสูงสุดจะค่อยไหลตามแนวสันเขามาเรื่อยๆจนหยุดไหลในและสะสมตัวของพลังงานในพื้นดินราบ โดยทำเลหรือชัยภูมิที่มีพลังสะสมมากนี้ถูกเรียกว่า หัวมังกร

      ทำเลที่เรียกว่าหัวมังกรนี่ก็คือจุดที่ใช้ทำสุสานเพื่อสะสมพลังงานที่ไหลจากจุดสูงสุดของภูเขานั้นเอง โดยการทำสุสานนั้นก็จะเอาอวัยวะของบรรพบุรุษนั้นฝังลงในบริเวณตำแหน่งหัวมังกรนี้เนื่องจากชาวจีนชื่อว่าในร่างกายมนุษย์แต่ละคนนั้นมีพลังงานอยู่และเป็นพลังงานที่สามารถเหนี่ยวนำเข้าหากันได้ ดังนั้นจึงอาศัยพลังงานจากอวัยวะของคนที่ตายไปฝังในสุสานซึ่งเป็นจุดรับพลังสูงสุดเพื่อเหนี่ยวนำพลังงานจากธรรมชาติที่สะสมในสุสานไปสู่อีกคน เมื่อลูกหลานเข้ามากราบไหว้สุสานนี้ก็จะได้รับพลังงานที่สะสมในสุสานผ่านทางร่างกายอวัยวะของบรรพบุรุษเป็นตัวเชื่อมเหนี่ยวนำพลังมาหาลูกหลานนั้นเอง

      โดยอวัยวะของบรรพบุรุษนั้นย่อมมี DNA ที่เป็นเชื้อสายเดียวกันกับลูกหลานซึ่งตรงนี้เองคือจุดเชื่อมและเหนี่ยวนำพลังงานระหว่างบรรพบุรุษถึงลูกหลาน ทั้งนี้อวัยวะคนตาย เช่น กระดูกนั้นก็สามารถนำมาตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ได้ว่ามี DNA ตรงกับลูกหลานอีกด้วย เรียกได้ว่าการนำอวัยวะของบรรพบุรุษไปฝังในจุดสะสมพลังงานเป็นสุสานขึ้นมาก็คือการสร้างแท่นชาร์ตพลังงานอันมหาศาลให้แก่บุตรหลานนั้นเอง ดังนั้นบุตรหลานที่ขยันมากราบไหว้สุสานก็จะได้รับการชาร์ตพลังงานเข้าในตัวอยู่เป็นประจำจึงทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรื่อง

      อย่างไรก็ตามการทำสุสานให้เป็นที่ชาร์ตพลังงานนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นแหล่งชาร์ตพลังงานที่ดีเสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับวิธีการทำสุสานที่ต้องสอดคล้องกับทิศทางองศาที่พลังงานนั้นไหลมาจากภูเขาอีกด้วยเพราะทิศทางแต่ละทิศก็จะมีพลังงานเป็นธาตุที่ต่างกัน เช่น ทิศเหนือเป็นธาตุน้ำ ทิศใต้เป็นธาตุไฟ ทิศตะวันออกเป็นธาตุไม้ ทิศตะวันตกเป็นธาตุทอง เป็นต้น หรือหากมองย่อยลงไปอีกก็สามารถแบ่งทิศต่างๆเป็น 64 ทิศทางที่มีพลังงานต่างกันอีกด้วย ดังนั้นแนวพลังงานที่ไหลจากภูเขาในทิศทางต่างกันย่อมส่งผลถึงพลังงานในรูปแบบที่แตกต่างกันนั้นเอง บางองศาทิศทางก็เป็นพลังงานที่ดีและบางองศาทิศทางก็เป็นพลังงานที่ร้ายนั้นเอง

      นอกจากนี้องศาที่ดีหรือร้ายนั้นก็ยังต้องขึ้นอยู่กับยุคสมัยของฮวงจุ้ยอีกด้วย เรียกว่ากาลเวลาเปลี่ยนยุคสมัยทางฮวงจุ้ยไปนั้นองศาทิศทางที่เป็นพลังดีก็สามารถเปลี่ยนเป็นร้ายได้หรือจากร้ายเป็นดีแทนก็ยังได้เช่นกัน ดังนั้นนี้จึงเป็นสาเหตุปัจจัยหนึ่งที่สุสานของราชวงค์จีนทุกราชวงค์ไม่สามารถเจริญรุ่งเรื่องชั่วกาลนานได้ หากลงรายละเอียดย่อยลงไปอีกนั้นคำว่าองศาทิศทางที่มีพลังดีนั้นก็ใช่ว่าจะส่งผลดีครบกับลูกหลานทุกคนในตระกูลมากน้อยเท่ากันเพราะดวงของแต่ละคนนั้นก็มีความต้องการธาตุที่มีพลังงานแตกต่างกันด้วยนั้นเอง นี่จึงเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้การสร้างสุสานส่งผลดีและร้ายกับลูกหลานแต่ละคนไม่เท่ากันนั้นเอง

      สำหรับบางคนมีความต้องการสร้างสุสานที่เป็นแท่นชาร์ตพลังตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็จะใช้อวัยวะตัวเอง ได้แก่ เส้นผมแทนธาตุไม้ เลือกแทนธาตุไฟ ผิวหนังแทนธาตุดิน เล็บแทนธาตุทอง น้ำลายแทนธาตุน้ำ รวมเป็น 5 ธาตุฝังลงในตำแหน่งที่สะสมพลังหรือหัวมังกรนั้นเอง โดยการใช้อวัยวะตัวเองนั้นก็จะมี DNA ตรงกับตัวเองสุดเพื่อให้เหนี่ยวนำพลังงานได้มาสู่ตนเองได้สูงสุดนั้นเอง ซึ่งหลักการทำสุสานแบบนี้เรียกว่า สุสานคนเป็น ใช้เพื่อเสริมพลังให้ตนเองเป็นหลักโดยเฉพาะ

      หลักการที่พลังงานจากใต้ดินดันตัวสูงขึ้นมาเป็นภูเขาแล้วไหลลงตามแนวเขาตามกฎของแรงดึงดูดนั้น ไม่ได้ถูกประยุกต์ในการใช้สร้างสุสานอย่างเดียว แท้จริงแล้วยังถูกประยุกต์ใช้ในสมัยก่อนเพื่อการตั้งเมืองที่เป็นถิ่นฐานอาศัยคนอีกด้วย เนื่องจากตำแหน่งที่พลังงานนั้นไหลลงต่ำไปสะสมนั้นก็ย่อมเป็นแหล่งพลังงานมาที่กระตุ้นความคิดคนให้ทำทุกสิ่งอย่างให้เจริญที่สุดนั้นเอง ซึ่งประเทศสิงค์โปรนั้นก็เป็นตัวอย่างของทำเลที่ดีสุดที่หนึ่ง โดยสิงค์โปร์จะเป็นเกาะที่ติดกับแผ่นดินใหญ่และที่เป็นจุดปลายสุดของพลังงานการไหลของแนวเขาของแผ่นดินใหญ่ที่ลากมาจากบริเวณเทือกเขาสูงแทบทิเบตที่เรียกว่าหลังคาโลกไหลผ่านแนวเขาประเทศไทย มาเลเซีย แล้วพลังหยุดที่ประเทศสิงค์โปร์นั้นเอง

      ทั้งนี้หากลองดูทำเลที่เป็นเกาะที่อยู่ใกล้แผ่นดินใหญ่นั้นก็มีโอกาสได้รับพลังงานที่ไหลจากแนวเขาต่างๆเช่นกันซึ่งมักจะเป็นทำเลที่เจริญแล้ว เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เป็นต้น แต่สำหรับทำเลที่ไม่ใช่เกาะติดแผ่นดินใหญ่ก็จะไม่ได้รับพลังงานนี้เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น 


      ภาพการไหลของพลังงานจากแนวภูเขาส่วนที่สูงสุดของโลกที่เรียกว่า หลังคาโลก แล้วมีการไหลของพลังงานตามแนวเขาผ่านประเทศไทยแล้วมาสิ้นสุดที่สิงค์โปร์

© Copyright 2007 Flexiplan Co., Ltd. Powered by ThaiEshop.NET