บทความตีพิมพ์
ฮวงจุ้ยเกี่ยวข้องกับพลังงานจริงหรือ?
ฮวงจุ้ยเกี่ยวข้องกับพลังงานจริงหรือ?
                                                                                                                     โดย อ.เกริกวิชญ์ กฤษฎาพงษ์


ภาพถ่ายเคอร์เลียนที่สามารถถ่ายออร่าหรือประจุไฟฟ้าที่มีในวัตถุต่างๆ รวมถึงสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ สัตว์ พืช ฯลฯ (ภาพจาก www.flickr.com)

     ปัจจุบันหลักวิชาฮวงจุ้ยนั้นถูกผสมไปด้วยความเชื่อทางศาสนา ลัทธิ ประเพณี วัฒนธรรม พิธีกรรม คาถา ไสยศาสตร์ และวัตถุที่ถูกทำการตลาดต่างๆว่ามีมงคลวิเศษต่างๆ ก็ถูกเอามารวมทั้งนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีหลังนี้และทำให้คนทั่วไปมองเรื่องฮวงจุ้ยเป็นเรื่องที่เกี่ยวการใช้ความเชื่อในสิ่งต่างๆโดยไม่รู้ถึงที่มาที่ไปและเข้าใจหลักการว่าทำไมถึงต้องเชื่อสิ่งเหล่านี้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วหลักการของฮวงจุ้ยนั้นเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเชื่อต่างๆนานาเลย นอกจากนี้บางคนก็เข้าใจคิดว่าฮวงจุ้ยเกี่ยวกับเรื่องห้ามนั่งนอนใต้คาน ประตูชนกัน หน้าบ้านมีทางสามแพร่ง มีเสาไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า มุมแหลมจากสิ่งรอบข้างทิ่มแทง ห้องน้ำห้ามอยู่หน้าบ้าน บันไดห้ามอยู่หน้าบ้าน ขั้นบันไดต้องเป็นเลขคี่หรือเลขคู่แล้วแต่สำนัก แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ก็เป็นแค่ปัจจัยเบื้องต้นที่ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าฮวงจุ้ยในแต่ละสถานที่นั้นดีหรือร้ายได้ทันที

      ฮวงจุ้ยนั้นเป็นเรื่องของการเหนี่ยวนำกระแสพลังงานจากธรรมชาติมาเสริมคนให้มากที่สุด ซึ่งความเป็นจริงมนุษย์ก็เกิดมาพร้อมกับพลังงานทางธรรมชาติต่างๆนานา เช่น พลังงานแม่เหล็กที่ห่อหุ้มโลกอยู่ตลอดเวลาซึ่งอย่างที่เรารู้แม่เหล็กก็มีปฎิกิริยาต่อเหล็กซึ่งมนุษย์นั้นก็มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบในเลือดจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แม่เหล็กโลกก็มีปฎิกิริยากับมนุษย์ด้วยเช่นเดียวกัน เราสังเกตุได้จากการที่หัวลูกศรที่เป็นขั้วแม่เหล็กขั้วบวกในเข็มทิศนั้นจะชี้ไปทางทิศเหนือที่เป็นแม่เหล็กขั้วลบเสมอ ซึ่งหลักการของแม่เหล็กนั้นพลังที่ต่างขั้วกันจะดูดกันและพลังงานจากขั้วบวกก็จะวิ่งไปหาขั้วลบเสมอ เมื่อลูกศรเข็มทิศเป็นแม่เหล็กขั้วบวกก็ทำให้รู้ว่าทิศเหนือเป็นแม่เหล็กขั้วลบแน่นอนและทิศใต้ก็มีแม่เหล็กขั้วบวกจึงทำให้รู้ว่าพลังงานแม่เหล็กนั้นวิ่งจากทิศใต้ไปทิศไปยังทิศเหนือแน่นอน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนจีนนิยมจัดฮวงจุ้ยให้หันหน้าไปทางทิศใต้เพื่อให้ได้รับพลังงานแม่เหล็กโลกนี้ให้สูงสุด เช่น การจัดราชวังจีนในสมัยก่อน

      ในขณะเดียวกันบ้านอาคารต่างๆในแต่ละสถานที่ก็รับพลังงานที่แตกต่างกัน สาเหตุหนึ่งคือการทำมุมองศากับเส้นแรงแม่เหล็กโลกคนละแนวกันก็จะสะสมพลังงานต่างๆกัน พลังงานเหล่านี้ที่สะสมในบ้านที่อยู่อาศัยตลอดจึงส่งผลต่อคนอยู่อาศัยอย่างแน่นอน ซึ่งพลังงานเหล่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ซินแสที่ดูฮวงจุ้ยต้องมีการวัดองศาของจากแกนแม่เหล็กโลกเพื่อนำมาคำนวนว่าสถานที่นั้นๆเหนี่ยวนำพลังที่ดีหรือร้ายและส่งผลต่อแต่ละบุคคลได้อย่างไร ก่อนที่ซินแสจะคำนวนพลังงานจากสิ่งแวดล้อมอื่นๆที่เข้ามาสู่บ้านและอาคารว่าเป็นพลังงานชนิดไหนสอดคล้องและส่งผลด้านไหนอีกที ซึ่งพลังงานต่างๆนั้นส่งผลกระทบต่อคนโดยหากเป็นพลังงานที่ดีก็ส่งผลกระตุ้นความคิดให้คิดสิ่งต่างๆหรือตัดสินใจเรื่องต่างๆสอดคล้องกับจังหวะและโอกาสในโลกปัจจุบันและเมื่อส่งผลบ่อยๆก็ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรื่องได้ ในทางตรงข้ามหากเป็นพลังงานที่ร้ายก็ส่งผลกระตุ้นให้คิดไม่ตรงจังหวะและโอกาสเสมอจึงเกิดการตัดสินใจผิดพลาดทำให้เกิดความล้มเหลวของชีวิต

     ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่าพลังเหล่านี้มันมีจริงหรือ ซึ่งจะอธิบายแบบคร่าวๆง่ายเกี่ยวกับฮวงจุ้ยว่าวิชาฮวงจุ้ยนั้นแบ่งเป็นฮวงจุ้ยเชิงชัยภูมิที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่เราสามารถมองเห็นสัมผัสได้ว่ามีรูปลักษณ์รูปทรงยังไง ซึ่งฮวงจุ้ยส่วนนี้มีให้ศึกษาแพร่หลายทั่วไปตามร้านหนังสือ แต่ฮวงจุ้ยอีกส่วนคือฮวงจุ้ยในเชิงปราณพลังงานซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่ส่งผลต่อมนุษย์โดยพลังต่างๆนั้นก็สามารถวัดค่าได้โดยการใช้เข็มทิศจีนหรือที่เรียกว่าหล่อแก่ที่มีสูตรคำนวนพลังงานนั้นนำมาวัดองศาจากแกนแม่เหล็กโลก ยกตัวอย่างเช่น พลังงานจากทิศเหนือเป็นพลังงานธาตุน้ำซึ่งหลายคนคงไม่เข้าใจว่าเป็นธาตุน้ำได้อย่างไร ลองคิดดูว่าหากเราอยู่ในประเทศโซนเหนือเส้นศูนย์สูตรแล้วเราเดินทางขึ้นทางเหนือขึ้นไปอากาศก็จะเย็นมากขึ้นเสมอ เช่น เดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่หรือไปต่างประเทศเช่น จีน เกาหลี รัสเซีย ก็ยิ่งหนาวขึ้น โดยธาตุที่มีพลังความเย็นสุดก็คือธาตุน้ำ ดังนั้นกระแสพลังงานที่มาจากทางทิศเหนือผ่านกระแสลมที่นำพาพลังงานนั้นมาจึงเป็นพลังงานธาตุน้ำ ซึ่งบ้านที่หันหน้าทางทิศเหนือก็จะได้รับพลังงานธาตุน้ำอยู่เสมอ

     ในทางกลับกันพลังงานจากทิศใต้นั้นก็จะเป็นธาตุไฟสำหรับประเทศโซนเหนือเส้นศูนย์สูตร ซึ่งลองคิดกลับกันนั้นหากเราอยู่เมืองจีน รัสเซีย เดินทางมาทางใต้เช่นประเทศไทยหรือมาเลเซียนั้นอากาศก็จะร้อนขึ้น ซึ่งธาตุที่ร้อนสุดก็คือธาตุไฟ ดังนั้นพลังงานที่มาจากทิศใต้ผ่านกระแสลมที่เป็นตัวนำพาพลังงานจึงนำพาพลังงานธาตุไฟ ซึ่งหากบ้านหรืออาคารที่หันหน้าหรือมีช่องเปิดต่างๆทางทิศใต้นั้นก็มีโอกาสได้รับพลังธาตุไฟเสมอ อันนี้เป็นการยกตัวอย่างคราวๆสำหรับพลังงานที่เรามองไม่เห็น ซึ่งแท้จริงแล้วยังมีวิธีการคิดที่ซับซ้อนกว่านี้ จึงสามารถบอกได้ว่าองศาทิศทางไหนเป็นพลังงานที่ดีหรือร้ายโดยระบุเจาะจงได้ว่าดีในเรื่องใดๆอีกด้วย

      ส่วนวัตถุต่างๆในบ้านเราหรือนอกบ้านเราก็มีพลังงานในตัวมันเอง โดยวัตถุนั้นก็มีพลังธาตุในตัวมันเอง เช่น สิ่งของที่เป็นเซรามิก ดินเผา ก็เป็นธาตุดินเพราะทำมาจากดิน, ส่วนสิ่งของที่ทำจากเหล็ก สแตนเลส อลูมิเนียม นั้นก็เป็นธาตุทองหรือธาตุโลหะ, สิ่งของที่ทำจากไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ เส้นใย ดอกไม้ ต้นไม้ก็เป็นธาตุไม้, สิ่งของที่เป็นพลาสติกที่ทำจากปิโตเคมีนั้นก็เป็นธาตุไฟ, ส่วนบ่อน้ำ น้ำพุ น้ำตกก็เป็นธาตุน้ำ แท้จริงแล้วสรรพสิ่งรอบตัวนั้นก็มีพลังงานในตัวเองโดยสิ่งของเหล่านี้ก็มีปฎิกิริยากับพลังงานต่างๆในแต่ละทิศทางและในแต่ละสถานที่จึงเกิดอิทธิพลต่อคนที่อยู่อาศัยในสถานที่นั้นๆได้ วัตถุแต่ละชนิดมีโปรตอนและอิเล็กตรอนซึ่งเป็นสภาพขั้วบวกและขั้วลบเหมือนแม่เหล็กเป็นองค์ประกอบอยู่จึงสามารถส่งพลังงานมาสู่คนได้ โดยจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับขนาดของวัตถุว่าใหญ่หรือเล็ก

     จริงแล้วพลังงานจากสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตนั้นสามารถวัดได้ในทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเช่น การถ่ายภาพจากกล้องเคอร์เลียน (Kirlian Camera) ที่สามารถถ่ายเห็นแสงออร่าหรือประจุไฟฟ้าในสิ่งต่างๆได้ โดยหากถ่ายภาพคนที่จิตใจสงบก็จะเห็นพลังงานจากภาพถ่ายมีสีสันสวยงามและแผ่กระจายออกมาได้ดี แต่หากถ่ายภาพคนในสภาวะจิตใจหรือร่างกายที่แย่ภาพที่ถ่ายออกมาก็ส่งพลังงานที่ผิดเพี้ยนไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้หากถ่ายภาพใบไม้ที่เพิ่งเด็ดจากต้นไม้ใหม่กับใบไม้ที่เด็ดจากต้นไม้แล้วทิ้งไว้ 1 อาทิตย์นั้นหากเปรียบเทียบภาพถ่ายแล้วภาพใบไม้ที่เพิ่งเด็ดใหม่จะมีแสงพลังงานที่ชัดเจนกว่าพลังงานจากใบไม้ที่เด็ดทิ้งไว้ 1 อาทิตย์




ภาพถ่ายเคอร์เลียนที่สามารถถ่ายออร่าหรือประจุไฟฟ้าที่มีในวัตถุต่างๆ รวมถึงสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ สัตว์ พืช (ภาพจาก www.swordmagick.com)

      ทุกสรรพสิ่งไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ส่งพลังงานออกมากระทบเข้ากับพลังงานรอบตัวซึ่งในทางวิชาฟิสิกส์นั้นอธิบายหลักการบางอย่างจากเรื่องกฎแรงดึงดูดระหว่างวัตถุว่าวัตถุทุกชนิดมีแรงดึงดูดระหว่างกันโดยวัตถุมีขนาดใหญ่กว่าก็จะมีแรงดึงดูดมากกว่า เช่น ดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าโลกก็มีแรงดึงดูดโลกไม่ให้หมุนหลุดจากวงโคจรนอกจักรวาล หรือดวงจันทร์มีขนาดเล็กกว่าโลกก็หมุนรอบโลกด้วยแรงดึงดูดจากโลกด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามวัตถุนั้นยิ่งใกล้กันยิ่งมีแรงดึงดูดกันมากดังเช่นดวงจันทร์จะเล็กกว่าดวงอาทิตย์แต่ระยะทางดวงจันทร์ใกล้โลกมากกกว่าดวงอาทิตย์จึงส่งผลกำหนดน้ำขึ้นและน้ำลงในโลกได้ชัดเจน โดยส่งผลกับมนุษย์เนื่องจากเลือดในตัวมนุษย์เป็นน้ำกว่า 70% ของร่างกาย สังเกตุได้จากระบบโคจรพลังงานการขับเลือดเสียของผู้หญิงมีทุก 28 วันเท่ากับอัตราการที่ดวงจันทร์หมุนรอบโลกพอดี เลือดเสียนั้นถูกเรียกว่าประจำเดือนซึ่งแท้จริงแล้วคำว่า”เดือน”นั้นก็แปลว่าพระจันทร์เช่นเดียวกัน ดวงจันทร์หากจากโลก 300,000 กิโลเมตร ส่งผลต่อมนุษย์และสัตว์ขนาดนี้ก็ลองจินตนาการดูว่าโลกเราใหญ่กว่าพระจันทร์แล้วมีแรงดึงดูดติดกับคนและสัตว์โดยตรงนั้นจะมีอิทธิพลต่อมนุษย์เรามากกว่าพระจันทร์แค่ไหน

      หลายคนมีความเชื่อเกี่ยวกับฮวงจุ้ยที่ไม่ถูกต้องนักเพราะปัจจุบันในโลกแห่งการตลาดในปัจจุบันนั้นฮวงจุ้ยนั้นถูกรวมสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักวิชาฮวงจุ้ยเข้ามาอยู่ด้วย เช่น การรวมความเชื่อทางศาสนา ลัทธิ ประเพณี วัฒนธรรม พิธีกรรม คาถา ไสยศาสตร์ และวัตถุที่ถูกทำการตลาดต่างๆว่ามีมงคลวิเศษต่างๆ ก็ถูกเอามารวมทั้งนั้น คัมถีร์โบราณนั้นไม่เคยการกล่าวถึงเสือคาบดาบ ลูกแก้วดิสโก้เทค ติดยันต์แปดทิศ หรือยันต์ต่างๆนานา เทพเจ้านำโชค สัตว์มงคลต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพียงไม่กี่สิบปีหลังนี้เอง วัตถุมงคล ยันต์ต่างๆนานาถูกสร้างด้วยโลกแห่งการตลาดเพื่อมูลค่าของสินค้าที่มากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ หากมีคนบอกว่าซื้อวัตถุมงคลอย่างหนึ่งแล้วจะร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้จริงโรงงานผลิตวัตถุมงคลที่ผลิตวัตถุนั้นๆเป็นแสนเป็นล้านชิ้นคงเป็นโรงงานที่ร่ำรวยมหาศาลไปแล้ว หรือหากวัตถุมงคลที่หายากต่างๆนานานั้นหากนำมาใช้แล้วสร้างความร่ำรวยจริงคงไม่ได้มีการเอามาขายหรือยกให้คนอื่นกันง่ายๆ เหมือนที่เห็นซื้อขายกันได้ในท้องตลาด

      โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยการทำการตลาดเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าจึงทำให้ความเข้าใจของคนในเรื่องฮวงจุ้ยนั้นผิดเพี้ยนไป แท้จริงแล้ววัตถุมงคลทั้งหลายนั้นก็เป็นแค่วัตถุที่มีพลังงานในตัวมันเองเหมือนวัตถุสิ่งของทั่วไปตามกฎแรงดึงดูดที่เป็นวิทยาศาสตร์แต่ไม่ได้หมายความสิ่งของเหล่านั้นมีอิทธิฤทธิ์พิเศษเหนือสิ่งอื่นใด ยกตัวอย่างเช่น สิงโตหินแกะสลักที่ใช้ตั้งหน้าปากประตูทางเข้านั้นจริงแล้วก็ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์แต่อย่างใด จริงแล้วสิงโตหินแกะสลักนี้เป็นเพียงวัตถุธรรมดาที่มีพลังงานธาตุดินเพราะทำจากหินที่มีสสารใกล้เคียงหรือเหมือนกับดิน โดยหากวางวัตถุธาตุดินนี้ให้สัมพันธ์กับพลังงานทางฮวงจุ้ยธาตุดินที่ดีในทางฮวงจุ้ยวัตถุนั้นก็เป็นเหมือนร่างของพลังงานธาตุดินที่ดีนั้นก็ช่วยให้เจริญรุ่งเรื่องได้ ซึ่งแท้จริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องสิงโตหินแกะสลักที่ราคาแพงโดยอาจใช้สิ่งของอื่นที่ทำจาก อิฐ หิน ดิน ทราย เช่น เซรามิก ดินเผาต่างๆ หรือหินแกะสลักรูปอื่นๆก็ได้ที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมตันๆก็มีพลังงานธาตุดินเช่นกัน โดยสิ่งของเหล่านี้อาจมีราคาถูกกว่าเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกบวกความเชื่อว่าเป็นของวิเศษมีอิทธิฤทธิ์ต่างๆนานา หรือสิ่งเหล่านี้อาจสร้างบรรยากาศให้สถานที่นั้นดูดีแตกต่างฮวงจุ้ยแนวตั้งวัตถุมงคลได้อีกด้วย

     ซึ่งหากเรามองดูบ้านคนที่ร่ำรวย หรือมีตำแหน่งอำนาจ หลายคนก็ไม่ได้มีวัตถุมงคลหรือติดยันต์กันเต็มไปหมด หลายคนก็เจริญรุ่งเรื่องขึ้นมาได้เพราะแท้จริงแล้วบ้านและอาคารเหล่านั้นได้รับพลังงานที่ดีสะสมอยู่ตลอดจึงก่อให้เกิดแรงกระตุ้นทางความคิดให้คิดถูกกับจังหวะโอกาสเสมอบวกกับความสามารถของและการกระทำของบุคคลนั้นเองก็จะเป็นที่มาของคำว่าเจริญรุ่งเรื่อง
© Copyright 2007 Flexiplan Co., Ltd. Powered by ThaiEshop.NET