บทความตีพิมพ์
การชงของนักษัตร ตอน 1
การชงของนักษัตร ตอน 1
                                โดย อ. เกริกวิชญ์ กฤษฎาพงษ์
       
      ความเข้าใจของคนทั่วไปมักเข้าใจว่าการที่ปีชงกันนั้นมักจะเกิดเรื่องร้ายเสมอ คนที่ปีเกิดชงกับปีนักษัตรต่างๆนั้นหลายคนถึงขนาดต้องไปสะเดาะห์เคราะห์กันครั้งใหญ่ บางคนบอกว่าต้องไปไหว้เทพเจ้าไท่ส่วยตามวัดจีนต่างๆนานาๆ ซึ่งตามหลักการจริงแล้วคนมีปีเกิดชงกับปีนักษัตรต่างๆนั้นก็ไม่ได้เจอเรื่องร้ายไปสักทุกคน หากพิจารณาจากที่หลายๆคนที่พบเห็นนั้นบางคนก็เจอเรื่องร้ายถึงร้ายมากๆ ขนาดเสียชีวิตก็มี แต่บางคนนั้นกลับไม่เจอเรื่องร้ายใดๆเลย หรือกับบางคนกลายเป็นปีที่โชคดีอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งแบบนี้ก็ไม่อาจพิสูจน์แน่ชัดได้ว่าเมื่อปีเกิดชงกับปีปัจจุบันที่เป็นอยู่นั้นต้องร้ายเสมอ เพราะว่าคนปีเกิดชงกับปีต่างๆนั้นมีทั้งโชคดีและโชคร้าย เพราะความจริงแล้วนั้นการที่ปีเกิดชงกับปีนักษัตรต่างๆนั้นจะดีหรือร้ายมีหลักการคิดแน่นอน ซึ่งจะอธิบายคร่าวๆต่อไปในบทความนี้

 
การชงกันของนักษัตรไม่ได้ส่งผลร้ายเสมอไปแต่ส่งผลในทางที่ดีก็ได้เช่นเดียวกัน (ภาพจาก www.hilariousmonkeys.com ) 

      อย่างแรกต้องเข้าใจก่อนว่านักษัตรนั้นเป็นพลังงานของธาตุต่างๆที่เปรียบเทียบกับลักษณะที่คล้ายคลึงกับสัตว์ ไม่ได้หมายความถึงสัตว์นั้นจริงๆ เช่น นักษัตรมะเมียเป็นพลังงานธาตุไฟเหมือนกองไฟที่สว่างไสว คึกคักจึงเปรียบธาตุไฟเหมือนม้าที่เป็นสัตว์เคลื่อนไหว คล่องแคล่วคึกคักเช่นกองไฟ แต่มะเมียนั้นไม่ได้แปลว่าม้า แค่เป็นพลังงานธาตุไฟที่มีส่วนคล้ายนิสัยที่คึกคักของม้า เพราะถ้ามะเมียคือม้าแล้วคงไม่ต้องตั้งชื่อนักษัตรว่ามะเมียก็คงใช้คำว่าม้าแทนเลยง่ายกว่า ซึ่งภาษาจีนนั้นเรียกนักษัตรมะเมียว่า “โง่ว” โดยที่คำว่าม้าภาษาจีนใช่คำว่า “เบ้” ซึ่งก็เป็นคนละคำกันเช่นเดียวกับภาษาไทย ดังนั้นเมื่อนักษัตรนั้นๆไม่ใช่สัตว์จริงแต่เป็นเพียงการเปรียบเทียบพลังงานของธาตุกับนิสัยสัตว์เท่านั้น ซึ่งถ้าหากมีคนบอกว่าเกิดปีขาลหรือปีเสือจะเป็นคนดุ ปีเถาะหรือปีกระต่ายแล้วลูกจะดก หรือนั้นล้วนแต่ไม่เป็นความจริง เพราะนักษัตรขาลกับเถาะนั้นเป็นธาตุไม้ โดยพลังงานธาตุไม้นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำให้คนดุหรือลูกดก ดังนั้นความคิดที่บอกว่าเกิดนักษัตรไหนแล้วจะมีนิสัยเหมือนสัตว์ชนิดนั้นก็ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วคนเกิดปีมะโรงหรือมังกรจะมีนิสัยอย่างไรคงไม่มีใครอธิบายได้เพราะไม่มีคนเห็นมังกรจริงๆให้รู้ว่าสัตว์ชนิดนี้มีนิสัยอย่างไร ทั้งนี้ 12 นักษัตรนี้แบ่งเป็นธาตุได้ตามตารางด้านล่างนี้ 



       จากตารางข้อมูลด้านบนนั้น จะเห็นได้ว่านักษัตร ชวด ชง มะเมีย และ มะเส็ง ชง กุน นั้นคือ การปะทะระหว่างธาตุน้ำกับธาตุไฟ ซึ่งอย่างที่รู้กันคือน้ำนั้นใช้ดับไฟ ส่วนนักษัตร ขาล ชง วอก และ เถอะ ชง ระกา นั้นคือการะปะทะระหว่างธาตุไม้กับธาตุทอง โดยสิ่งของที่ใช้ตัดไม้นั้นจะทำจากโลหะเสมอ เช่น ขวาน เลื่อย เป็นต้น ส่วนฉลู ชง มะแม และ มะโรง ชง จอ นั้นเป็นการปะทะกันเองระหว่างธาตุดินแต่ละประเภท เช่น ฉลูเป็นดินเลนปะทะกับมะแมที่เป็นดินร้อนแห้ง หรือดินมะโรงที่มีความอุดมสมบูรณ์ก็ชงกับดินจอที่เป็นแห้ง ดังนั้นการชงหรือปะทะกันก็ทำให้ดินแต่ละประเภทเสียสภาพในตัวเอง

      โดยคู่ชงกันระหว่าง ชวด(ธาตุน้ำ) กับ มะเมีย (ธาตุไฟ) และ เถาะ (ธาตุไม้) กับ ระกา (ธาตุทอง) มักจะส่งผลรุนแรงเกี่ยวกับชีวิต สุขภาพ และความเปลี่ยนแปลงอย่างพลักพลัน ส่วนคู่ชงระหว่าง ขาล (ธาตุไม้) กับ วอก (ธาตุทอง) และ มะเส็ง (ธาตุไฟ) กับ กุน (ธาตุน้ำ) มักจะส่งผลเกี่ยวกับการโยกย้าย เดินทาง ส่วนคู่ชงของ มะโรง กับ จอ และ ฉลู กับ มะแม มักจะเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ผลกระทบจะน้อยกว่าคู่อื่นเพราะเป็นธาตุดินชนกันเอง หากสรุปคราวๆแล้วการ ชง กันนั้นก็คือการปะทะกันระหว่างธาตุนั้นเอง

      แต่การชงกันของนักษัตรนั้นไม่ได้มีความหมายว่าร้ายเสมอ คำว่าชงความหมายคือปะทะ ซึ่งเกิดผลดีก็ได้หรือร้ายก็ได้ ซึ่งบางคนเจอปีชงนั้นก็ร้าย แต่บางคนกลับกลายเป็นอะไรก็ดีไปหมดในปีชง ทั้งนี้การพิจารณาว่าจะเกิดผลดีร้ายอย่างไรนั้นอยู่ที่ปฎิกริยาของธาตุที่เข้ามาชง เช่นยกตัวอย่างปี 2553 เป็นปีขาลธาตุไม้จะชงกับคนเกิดปีวอกธาตุทองหรือธาตุโลหะ เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ถูกขวานโลหะฟัน ตัวต้นไม้เองก็เสียสภาพเพราะโดนขวานฟันและขวานโลหะฟันไม้มากก็เป็นขวานบิ่นที่เสียสภาพได้เช่นกัน ซึ่งหากดวงคนนั้นชอบธาตุไม้หรือธาตุไม้ให้คุณ แล้วก็ไม่ชอบธาตุทองโดยธาตุทองเป็นธาตุให้โทษกับดวงแต่เป็นคนเกิดปีวอกซึ่งเป็นปีธาตุทองก็จะทำให้คนนั้นก็จะมีพลังงานธาตุทองในตัวอยู่แล้วเพียงแต่ธาตุจากปีเกิดที่ติดตัวมาเป็นพลังที่ให้โทษในเนื้อดวงเพราะดวงไม่ชอบธาตุทอง พอถึงช่วงปีขาลซึ่งเป็นพลังปีแห่งธาตุไม้ที่เข้ามาชงกับพลังของปีเกิดปีวอกที่เป็นธาตุทอง ผลของการชงก็ไม่ได้เป็นผลร้ายแต่เป็นผลดีเพราะว่าขาลเป็นธาตุไม้หรือธาตุที่ให้คุณเข้ามาทำลายวอกที่เป็นธาตุทองที่ให้โทษในตัวคนนั้นออกไป ดังนั้นกรณีของคนนี้การชงกันของปีก็จะไม่ได้รับผลร้ายแต่กลับกลายเป็นผลดีไป

      แต่ถ้ามองกลับกันถ้าคนนี้เป็นคนไม่ชอบธาตุไม้ แต่ชอบธาตุทองแล้ว การชงกันก็ส่งผลรุนแรงเพราะเท่ากับว่าขาลเป็นธาตุไม้ที่ให้โทษเข้ามาทำลายวอกที่เป็นธาตุทองที่ให้คุณในดวงออกไป แบบนี้การชงกันก็จะส่งผลร้ายอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงสรุปว่าการชงกันนั้นแปลว่ามีการปะทะกันของธาตุ จะก่อให้เกิดเรื่องเปลี่ยนแปลงขึ้นในปีนั้นๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องร้ายเสมอตามความคิดคนทั่วไป โดยผลดีหรือร้ายนั้นอยู่ที่รูปแบบของดวงคนนั้นว่าชอบหรือไม่ชอบธาตุใดๆบ้าง

      ส่วนการแก้ดวงจากการชงกันนั้นหลายคนเข้าใจว่าการแก้ดวงคือการสะเดาะห์เคราะ ต่างๆนานา ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะปล่อยปลา ปล่อยสัตว์สักกี่ล้านตัว หรือทำบุญต่างๆนานานั้นความเป็นจริงไม่ได้เป็นการแก้ของพลังงานของธาตุต่างๆ เพียงแต่เป็นการทำให้เกิดบุญกุศลที่ดีให้มาช่วยเหลือตัวเราให้ชีวิตดีขึ้นแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกับพลังงานธาตุ ยกตัวอย่าง 12 นักษัตรนั้นของรอบปีเป็นตัวอย่าง ซึ่งอธิบายที่มานั้นได้จากการโคจรของดวงดาว เช่น พระจันทร์นั้นมีขนาดเล็กกว่าโลกมหาศาลแต่พระจันทร์ก็มีแรงดึงดูดกำหนดน้ำขึ้นและน้ำลงให้กับโลกได้ ดังนั้นดาวดวงเคราะห์ดวงอื่นที่อยู่ในจักรวาลก็มีแรงดึงดูดที่มีอิทธิพลต่อโลกโดยเฉพาะดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่สุดในระบบสุริยะหรือมีมวลมากกว่าโลกประมาณ 400 นั้นมีอิทธิพลต่อโลกมหาศาล โดยหลักการคือโลกใช้เวลาหมุนรอบดวงอาทิตย์ 1 ปีขณะที่ดาวพฤหัสโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นเวลา 12 ปี ดังนั้นทุก 1 ปีที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จะมีองศาที่เกิดแรงดึงดูดกับดาวพฤหัสต่างกันโดยมีทั้งหมด 12 รูปแบบเนื่องจากจากดาวพฤหัสนั้นหมุนรอบดวงอาทิตย์ 12 ปี เหตุผลนี้จึงเป็นที่มาของ 12 นักษัตรของรอบปีหรือที่เราเรียกกัน ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กุนนั้นเอง

      แต่การไปปล่อยทำบุญ หรือสะเดาะห์เคราะต่างๆนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับพลังงานของแรงดึงดูดของดวงดาวเลยจึงเป็นเหตุผลที่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นการแก้ไขการชงกันของพลังงานรอบปีได้ เพียงแต่เป็นการสร้างและสะสมกุศลผลบุญให้ชีวิตคนเราดีขึ้นเท่านั้น ส่วนบางคนที่เชื่อศาสตร์จีนนั้นก็บอกว่าให้ไปวัดจีนไหว้เทพเจ้าไท้ส่วย ซึ่งคำว่าไท้ส่วยแท้จริงแล้วแปลว่าดาวพฤหัสเปรียบเสมือนเราไปไหว้ดาวพฤหัสซึ่งมันไม่น่าจะแก้ไขดวงให้ดีขึ้นได้เนื่องจากดาวบนทุกดวงสุริยะจักรวาลนั้นมีการโคจรในระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอน เช่น ดาวพฤหัสโคจรในปี2553 เป็นปีขาลแล้วเราจะไหว้ให้เปลี่ยนดาวนั้นหมุนไปเป็นปีเถาะเลยก็คงไม่ได้ ดังนั้นการไปไหว้เทพเจ้านั้นก็เป็นเพียงสิ่งใช้เตือนตัวเองเท่านั้นว่าปีนี้เป็นปีชงเพื่อให้ระวังเรื่องร้าย โดยการชงกันของนักษัตรเกิดจากการโคจรของดวงดาวที่ชัดเจนแน่นอนจึงเรียกได้ว่าเป็นฟ้าลิขิตไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้เพราะยังไงดาวก็ต้องหมุนตามวงโคจรของดาวตามนั้น ซึ่งหากคนคิดว่าการไปไหว้หรือสะเดาะห์เคราะห์ต่างๆแล้วชีวิตจะดีขึ้นแน่นอนก็เท่ากับว่าคนนั้นใช้ชีวิตตั้งอยู่บนความประมาทไม่รอบคอบ

      จากที่กล่าวมานั้นสรุปได้ว่าการชงกันนั้นเป็นการปะทะกันของปฎิกิริยาของธาตุซึ่งผลดีหรือผลร้ายจากการชงกันนั้นต้องขึ้นอยู่กับรูปดวงคน ทั้งนี้การแก้ไขการชงหรือปะทะของพลังงานนั้นไม่ได้แก้ไขด้วยการสะเดาะห์เคราะต่างๆ หรือไหว้เทพเจ้าต่างๆนานาเพราะการชงคือการปะทะกันของปฎิกิริยาธาตุต่างๆซึ่งหากจะแก้ไขจริงๆก็คงต้องใช้การแก้ไขด้วยปฎิกิริยาธาตุเช่นเดียวกัน โดยการใช้ธาตุของสิ่งแวดล้อมต่างๆมาเสริมเพราะเป็นพลังงานที่คนนั้นสามารถสัมผัสรับรู้ได้ เช่น วัตถุต่างๆก็มีธาตุ เช่น อิฐ หิน ดินทรายเป็นธาตุดิน โลหะต่างๆเป็นธาตุทอง น้ำเป็นธาตุน้ำ ต้นไม้ เส้นใยผ้า กระดาษเป็นธาตุไม้ และ พลาสติก ปิโตรเคมีเป็นธาตุไฟ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นธาตุที่ใช้ในวิชาฮวงจุ้ยนั้นเองซึ่งจะอธิบายให้ทราบในบทความของหนังสือฉบับอื่นๆต่อไป
© Copyright 2007 Flexiplan Co., Ltd. Powered by ThaiEshop.NET